ประวัติของโพรไบโอติก

รากศัพท์ของคำว่า “โพรไบโอติก” (probiotics = pro + biotos) มาจากภาษากรีกของคำว่า “โพร” (pro) และ “ไบโอทอส” (biotos) ซึ่งหมายถึง “สำหรับชีวิต” (for life) หรือ “ส่งเสริมชีวิต” ตรงข้างกับคำว่า “แอนติไบโอติก” (antibiotics) ซึ่งหมายถึง “ต่อต้านชีวิต” หรือ “ปฏิชีวนะ” โดยยับยั้งหรือต่อต้านสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งซึ่งอาจหมายถึงจุลินทรีย์ชนิดก่อโรค ส่วนโพรไบโอติกนั้นใช้เพื่อส่งเสริมสิ่งมีชีวิต (Suskovic et al., 2001;Vasilijevic and Shah, 2008) ผู้เขียนจึงใคร่ขอเสนอให้ใช้คำว่า “จุลินทรีย์เสริมชีวนะหรือจุลชีพเสริมชีวนะ” เป็นคำแปลของ “โพรไบโอติก”
คำว่า “โพรไบโอติก” นั้น ถูกนำมาใช้ครั้งแรกโดย Lilley และ Stillwell ในปี ค.ศ. 1965 ส่วนแนวคิดเกี่ยวกับประโยชน์ของจุลินทรีย์ก่อนที่จะมาเป็นโพรไบโอติกนั้น เริ่มต้นจากแนวคิดของนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย ชื่อ Elie Metchnikoff ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลในช่วงต้นศตรวรรษที่ 20 โดยในปี ค.ศ. 1908 นั้น Metchnikoff ได้สังเกตว่าประชากรชาวบัลแกเรียมีอายุยืน โดยประชากรส่วนมากมีอายุโดยเฉลี่ยมากกว่า 100 ปี ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมการบริโภคของชาวบัลแกเรีย พบว่าชาวบัลแกเรียนิยมบริโภคผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยว ซึ่งปัจจุบันเรารู้จักกันดีในนามโยเกิร์ต โดยบริโภคปรมาณมาก ดังนั้นจึงได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่าการที่ชาวบัลแกเรียบริโภคนมหมักในปริมาณมากเป็นประจำจึงน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้มีอายุยืนได้ (Suskovic et al., 2001)

ภายในระบบทางเดินอาหารของสิ่งมีชีวิตมีจุลินทรีย์อาศัยอยู่จำนวนมาก ซึ่งมีทั้งจุลินทรีย์ชนิดที่เป็นประโยชน์ ชนิดที่เป็นกลาง (ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์หรือโทษ) และชนิดที่ก่อให้เกิดโทษ จากความรู้นี้ Metchnikoff มีแนวความคิดที่จะทดแทนจุลินทรีย์ชนิดที่ก่อให้เกิดโทษที่อาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหารด้วยจุลินทรีย์ชนิดที่มีประโยชน์ เนื่องจากว่าจุลินทรีย์ชนิดที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหารนั้น มักเป็นแบคทีเรียชนิดโปรติโอไลติก (proteolytic bacteria) หรือแบคทีเรียที่ย่อยโปรตีนเพื่อใช้ในการเจริญ เช่น แบคทีเรีย คลอสทริเดีย (clostridia) โดยแบคทีเรียกลุ่มนี้ จะย่อยโปรตีน และได้สารพิษจากการย่อย เช่น สารกลุ่มฟีนอล (phenol) สารกลุ่มอินโดล (indole) และสารกลุ่มแอมโมเนีย (ammonia) ซึ่งสารเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพและความเสื่อมของร่างกาย ดังนั้น Metchnikoff จึงได้สนใจแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ในกลุ่มแบคทีเรียกรดแลกติก (lactic acid bacteria) ซึ่งมักพบในผลิตภัณฑ์นม เช่น แลกโตบาซิลลัส บัลการิคัส (Lactobacillus bulgaricus) ซึ่งแบคทีเรียชนิดนี้สามารถเปลี่ยนน้ำตาลแลกโตสในนมให้เป็นกรดแลกติกได้ และกรดแลกติกที่เกิดขึ้นจากการหมักโดยแบคทีเรียชนิดนี้อาจช่วยยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ชนิดที่ไม่ดีหรือชนิดที่ก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร ช่วยป้องกันการรุกรานของจุลินทรีย์ก่อโรคและยังลดความเป็นพิษของสารที่อาจเกิดจากการย่อยอาหารประเภทโปรตีนโดยแบคทีเรียชนิดที่ย่อยโปรตีนอีกทางหนึ่ง จึงน่าจะเป็นสาเหตุในการส่งเสริมสุขภาพผู้บริโภคทำให้อายุยืน และเพื่อพิสูจน์สมมติฐานดังกล่าวแม้แต่ Metchnikoff เองก็ได้บริโภคนมเปรี้ยวทุกวันจนกระทั่งในวัย 71 ปี ในปี ค.ศ. 1976 จึงได้เสียชีวิต

นอกจากแนวความคิดดังกล่าว ยังมีวิวัฒนาการของการศึกษาวิจัยต่าง ๆ ที่สนับสนุนความรู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์ที่ส่งผลต่อสุขภาพของมนุษย์และสัตว์ดังนี้
ปี ค.ศ. 1885 Escherich (Vasiljevic and Shah, 2008) ศึกษาแบคทีเรียในอุจจาระและศึกษาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารของสิ่งมีชีวิตเพื่อให้เข้าใจถึงสรีระ พยาธิสภาพ และการบำบัดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร
ปี ค.ศ. 1900 Tissier (Schrezenmier and de Verse, 2001) สามารถแยกแบคทีเรียที่มีลักษณะเป็นรูปตัววาย (Y shape) คล้ายกับมีสองขา (bifid) ชนิดไบฟิโดแบคทีเรียม ไบฟิดัม (Bifidobacterium bifidum) ได้เป็นคนแรก โดยแยกแบคทีเรียชนิดนี้ได้จากทารกที่ดื่มนมมารดา ซึ่ง Tissier พบว่าแบคทีเรียในกลุ่มไบฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacteria) มีประโยชน์สูงต่อทารก เนื่องจากช่วยป้องกันภาวะท้องเสียในทารกได้อย่างมีประสิทธภาพ เมื่อเปรียบเทียบกับจุลินทรีย์ชนิดอื่น ๆ ที่พบในลำไส้ของทารกที่ไม่ได้ดื่มนมมารดา ซึ่งแบคทีเรียกลุ่มนี้จะไปแทนที่แบคทีเรียก่อโรคในลำไส้ เช่น แบคทีเรียที่ย่อยโปรตีนหรือโปรติโอไลติกแบคทีเรีย และแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการท้องร่วงได้

และในปี ค.ศ. 1900 เช่นกัน Moro (Vasiljevic and Shah, 2008) ได้แยกแบคทีเรีย บาซิลลัส อะซิโดฟิลัส (Bacillus acidophilus) จากบริเวณช่องปากและระบบทางเดินอาหารของทารกที่ดื่มนมมารดา ซึ่งแบคทีเรียชนิดนี้มีความสามารถในการทนต่อกรดได้สูง

ต่อมาในปี ค.ศ. 1908 Metchnikoff (Schrezenmier and de Verse, 2001) ตั้งข้อสันนิษฐานว่า การที่ประชากรประเทศบัลแกเรียรับประทานนมหมักหรือโยเกิร์ตในปริมาณสูงเป็นประจำน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชากรของประเทศมีอายุยืน ซึ่งประชากรจำนวนมากของประเทศมีอายุมากกว่า 100 ปี ทั้งที่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในแถบยุโรปแล้วนั้น บัลแกเรียถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศด้อยพัฒนา จึงไม่น่าที่จะอายุยืนด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ นอกจากข้อสันนิษฐานดังกล่าว Metchnikoff ได้แยกแบคทีเรียจากผลิตภัณฑ์นมหมัก และพบแบคทีเรียชนิดแลกโตบาซิลลัสบัลการิคัส (L. bulgaricus) ซึ่งในปัจจุบันคือ แบคทีเรีย แลกโตบาซิลลัส เดลบรูคีอิซับสปีซีส์ บัลการิคัส (L.delbrueckii sub-species bulgaricus)

หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1920 Rettger และ Cheplin (Vasiljevic and Shah, 2008) รายงานว่ามนุษย์และหนูทดลองที่ได้รับประทานนมหรือแลกโตส จะมีส่วนปรับเปลี่ยนจุลชีพประจำถิ่นภายในลำไส้โดยจะช่วยส่งเสริมให้มีการอยู่อาศัยของแบคทีเรียกลุ่มอะซิโดฟิลัส (acidophilus) และไบฟิตัส (bifidus) มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ซึ่งจากการรายงานครั้งนี้ ทำให้ทางผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมหมัก เพื่อการค้าหันมาให้ความสนใจ แบคทีเรีย แลกโตบาซิลลัส กลุ่มอะซิโดฟิลัสกันมากขึ้น

จนกระทั่งในประ ค.ศ. 1930 Shirota (Vasiljevic and Shah, 2008) เป็นผู้ที่ถือได้ว่ามีความสำคัญในเรื่องการแพทย์เชิงป้องกันและการปรับปรุงจุลชีพในระบบทางเดินอาหาร Minoru Shirota สามารถคักแยกและเพาะเลี้ยงแบคทีเรียชนิดแลกโตบาซิลลัส ที่มีความทนต่อกรดและเกลือน้ำดีทำให้สามารถอยู่รอดได้เมื่อผ่านเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารของสิ่งมีชีวิต ซึ่งแบคทีเรียชนิดดังกล่าวได้ถูกนำไปเทียบเคียงสายพันธุ์ในเวลาต่อมาพบว่าเป็น แลกโตบาซิลลัส คาเซอิ สายพันธุ์ ชิโรตะ (L. casei strain Shiroat) และกลายเป็นต้นเชื้อสำคัญในการผลิตผลิตภัณฑ์หมักจากนม ซึ่งปัจจุบบันผลิตภัณฑ์นมหมักนมเปรียวที่ได้นั้น ได้ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มโพรไบโอติกซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง